สังคมในอุดมการณ์ศาสนากับไร้ศาสนา
สังคมในอุดมการณ์ศาสนากับไร้ศาสนา
0 Vote
41 View
สถานการณ์ในโลกปัจจุบันยิ่งทวีวิกฤตการณ์มากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดมหันตภัยมืดแผ่คลุมไปทั่วโลกเพิ่มความทุกข์ยากให้แก่โลกมากขึ้นจนกระทั่งการแก้ปัญหาต่าง ๆ ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมไม่สามารถที่จะต้านทานมหันตภัยมืดเหล่านี้ได้จึงทำให้ผู้รู้ในศาสนาต่าง ๆ ร่วมมือกันแสดงความคิดเห็นว่า ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้เกิดขึ้นจากสาเหตุที่มาจากมนุษย์หันห่างจากศาสนา ประต่าง ๆ ที่ไม่ได้นำเอาหลักธรรมคำสั่งสอนของศาสนามาแก้ไขปัญหาโลก นั่นก็คือ ปัญหาที่เกิดจากการกระทำในชีวิตของมนุษย์เอง ความมุ่งหวังอันเป็นอุดมการณ์ของศาสนาต่าง ๆ ได้วางหลักการไว้แล้วอย่างเป็นระบบทั้งทางด้านสัจธรรม ทางด้านศีลธรรมและวิธีการต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของโลก ซึ่งเริ่มจากชีวิตจิตใจมนุษย์ในแต่ละบุคคลแล้วขยายไปสู่สังคมโลกทั้งมวล อุดมการณ์ที่สูงสุดของศาสนาต่าง ๆ ที่ยิ่งใหญ่ของโลกเช่น พุทธศาสนา ศาสนาคริสเตียน และอิสลามนั้นเป็นที่นับถือของคนส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งนับเป็นความเจริญก้าวหน้าขั้นสูงสุดของความเป็นมนุษย์ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดหมายสุดท้ายของมนุษยชาติในโลกนี้ ที่จะต้องทำให้สำเร็จก่อนที่โลกจะถึงการอวสาน การดำรงอยู่ของโลกจักรวาลและสรรพสิ่งทั้งมวล รวมทั้งมนุษย์ผู้มีจิตสำนึกและมโนธรรมก็ได้ยืนยันถึงการปรากฏวิวัฒนาการในธรรมชาติว่าสักวันหนึ่งในอนาคต มนุษย์ทุกคนจะต้องบรรลุถึงภูมิปัญญาขั้นสูงสุดที่จะประจักษ์แจ้งถึงคุณค่าแห่งความจริงนี้ เนื่องจากมนุษย์มีร่างกายทีสัมพันธ์กับส่วนประกอบด้านชีวภาพ อันประกอบไปด้วยอนินทรียสาร ได้มีการพัฒนามาเป็นขั้นตอนในกระบวนการแห่งกฎธรรมชาติ นับตั้งแต่ทารกในครรภ์มารดามาสู่โลกภายนอก จนกระทั่งกลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในด้านอวัยวะ ส่วนทางด้านจิตวิญญาณก็ได้มีการพัฒนาด้านสติปัญญาจนถึงขั้นแห่งความรอดพ้น ซึ่งถือเป็นขั้นสมบูรณ์แบบของมนุษย์ ปัญญาบริสุทธิ์ได้กลายมาเป็นอุปกรณ์ของความเข้าใจรอบรู้ถึงสภาพจุดมุ่งหมายของสังคมมนุษย์ไม่ว่าทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นความหวังที่ดีงาม และเป็นความประสงค์ที่สูงส่งของนักศาสนาผู้อุทิศชีวิตเพื่อแสวงหาสัจธรรม และมีความมั่นใจว่า มนุษย์ผู้ได้รับการฝึกฝนทางด้านจิตวิญญาณเท่านั้นที่สามารถบรรลุเป้าหมายนี้อย่างแน่นอน แต่ตามสภาพเงื่อนไขของการเป็นมนุษย์ทีสมบูรณ์แบบนั้น เราได้พบว่ามีจำนวนน้อยคนที่สามารถทำความความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตของเขาโดยใช้หลักการทางศาสนา ฉะนั้นเป็นความยากที่สุดที่นำสังคมมนุษย์ให้เข้าไปสู่จิตใจที่บริสุทธิ์พร้อมเพียงกัน แต่ถ้าทุกรัฐพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จำประชาชนไปสู่เป้าหมายนี้โดยการร่วมมือกันและกันอย่างถึงที่สุด ก็เป็นความหวังที่นะนำโลกไปสู่สันติสุขได้อย่างแน่นอน ทุกศาสนาย่อมมุ่งไปที่มาตรการสูงสุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาศาสนาที่ได้รับวะฮียฺจากพระผู้เป็นเจ้า ศาสนาอิสลามมีความเชื่ออย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความยุติธรรมในสังคมและการปฏิวัติโลก อิสลามมีความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ผู้ทรงสร้างมนุษย์และสรรพสิ่งและทรงให้ทางนำเพื่อให้มนุษย์เจริญก้าวหน้าพัฒนาจนถึงที่สุดในโลกนี้ อีกทั้งการมีชีวิตในโลกหน้าซึ่งเป็นผลจากการกระทำในโลกนี้ อิสลามมีความมุ่งมั่นในการสร้างความยุติธรรมในสังคม และมีหลักคำสอนที่ช่วยในการเปลียนแปลงให้มนุษย์อยู่ในสภาพที่สูงส่ง ด้วยเหตุนี้หลักคำสอนของอิสลามจึงเป็นการปฏิวัติมนุษย์ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะบัญญัติให้ความสมดุลแก่ชีวิต อิสลามเป็นความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าที่ประทานให้แก่มวลมนุษย์โดยผ่านท่านศาสดามุฮัมมัดและคัมภีร์อัล-กุรอาน ซึ่งเป็นเครื่องชี้นำไปสู่แสงสว่างทางด้านสติปัญญา และการปรับปรุงเปลียนแปลงสังคมมนุษย์ให้ก้าวหน้า แม้ว่าตามความเป็นจริงแล้วยังมีกลุ่มชนที่ปฏิเสธทางนำ คอยขัดขวางวิถีทางแห่งความเจริญก้าวหน้า แต่อย่างไรก็ตามสังคมในอุดมการณ์ของอิสลามก็ได้กระทำให้ปรากฏเป็นจริงตามศาสนบัญญัติ และมีความมุ่งหวังในการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์ในนามของอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) ผู้ได้ถือกำเนิดมาในปี ฮ.ศ. ที่ ๒๕๕ (ค.ศ. ๘๖๙) การกำเนิดของท่านนั้นเป็นความสว่างไสวของโลกแห่งความศรัทธาและสัจธรรม แต่จากสภาพของมนุษย์ที่ยังไม่สามารถเข้าใจแนวทางอันสูงส่งนี้ได้ พระผู้เป็นเจ้าจึงบัญชาให้อิมามมะฮฺดียฺ (อ.) อยู่ในสภาพที่เร้นกายในช่วง ๗๐ ปีแรกเป็นการเร้นกายในช่วงสั้น และท่านได้อยู่ในสภาพที่เร้นกายในระยะยาว ซึ่งกำลังรอคอยพระบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าที่จะให้ปรากฏอีกครั้งหนึ่ง และสถาปนาการปกครองตามพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าให้แผ่คลุมออกไปทั่วโลก ซึ่งเป็นสภาพของรัฐอิสลามสากล เป็นไปตามหลักการแห่งคำสอนของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) อันเป็นไปตามแผนการจัดระเบียบโลกของพระผู้เป็นเจ้าที่ได้บัญชาไว้ก่อนแล้ว ให้เป็นที่ประจักษ์แจ้งในบรรดาศาสนทูตของพระองค์ ซี่งโลกก็จะประสบกับความสันติสุขเข้าแทนที่สภาพการหลั่งเลือด ความเบียดเบียนในหมู่มนุษย์ และความอยุติธรรมความดีจึงถือเป็นผู้สืบต่อที่แท้จริงบนโลกนี้ การสถาปนาหลักคำสอนให้เป็นไปตามาความเป็นจริง และการขยายความมั่นคงปลอดภัยทั่วโลกในนามอิสลามอันเป็นสันติภาพถาวร ที่เข้าทดแทนความระส่ำระสายในมนุษยชาต ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงนำวันเหล่านั้นให้กลับคืนมาสู่มนุษย์เพื่อเป็นการตอบแทนในความศรัทธา ความอดทน และการประกอบคุณธรรมของบรรดาศรัทธาชน ดังปรากฏหลักฐานในคัมภีร์อัล-กุรอานว่า แน่นอนยิ่งเราจารึกไว้ในคัมภีร์นั้นภายหลังจากการรำลึกว่า สำหรับพื้นพิภพนี้ ซึ่งบ่าวทั้งหลายผู้ทรงคุณธรรมของฉันจะเป็นผู้สืบมรดก (๒๑/๑๒๕)อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสัญญาไว้แก่เขาเหล่านั้นในหมู่สูเจ้า ซึ่งศรัทธา และกระทำความดีงามว่า แน่นอนยิ่งพระองค์จะทรงทำให้พวกเขาเป็นผู้ปกครองโลก เหมือนดั่งที่พระองค์ได้ทรงทำให้พวกเขาเป็นผู้ปกครองมาก่อนหน้านั้นแล้ว (๒๔/๕๕) พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประทานความโปรดปราน และความจำเริญความสมบูรณ์มั่นคงแก่ชุมชนทั้งหลายของบรรดาผู้ศรัทธา และความสมบูรณาของสติปัญญาที่เต็มไปด้วยเหตุผลปัญญาจะครอบคลุมไปทั่วประชาคมของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งปวง สังคมจะพัฒนาสูงส่งไปทุกด้าน ครอบคลุมไปทั่วทั้งการเมือง เศรษญกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การเกษตรกรรม การอุตสาหกรรม และความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิชาการ และด้านวิทยาศาสตร์ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าว่า ในยุคแห่งการมาของมะฮฺดียฺ บรรดาผู้ที่เชื่อฟังปฏิบัติตามเขาจะได้รับการประทานให้มีสายตาคมกริบ จากพระผู้เป็นเจ้า เพื่อว่าพวกเขาจะสามารถมองเห็นผู้นำของเขาได้ และได้ยินถ้อยคำของผู้นำได้อย่างชัดเจน (มุนตะเคาะบุลอะซัร หน้าที่ ๔๘๒ / ๔๘๓) อิมามมะฮฺดียฺ (อ.) จะกวาดล้างการปกครองเผด็จการ และทรราชย์ ตลอดทั้งความอยุติธรรม การเบียดเบียน และกดขี่ข่มเหงในทุกรูปแบบ และจะสถาปนาความยุติธรรมขึ้นบนโลก วิวัฒนาการของมนุษย์จะเจริญก้าวหน้าทั้งด้านวัตถุและจิตวิญญาณ เป็นยุคแห่งความรู้แจ้ง เป็นยุคแห่งปัญญาบริสุทธิ์ เป็นยุคแห่งวิวัฒนาการที่ถูกต้อง จนกระทั้งถึงการอวสานแห่งโลกวัตถุนี้ อัล-กุรอานพยายามกล่าวปูพื้นฐานความเข้าใจไว้มาก เช่น จะไม่มีประชาชาติใดยกเว้น ได้มีผู้ตักเตือนผ่านไปแล้วในหมู่พวกเขา (๓๕/๒๔) แท้จริงเราได้ส่งเจ้ามาพร้อมสัจธรรมเป็นผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน และไม่มีประชาชาติใดเว้นแต่ จะต้องมีผู้ตักเตือนยังพวกเขา (ฟาฏิร/๒๔) มนุษยชาติเป็นประคมเดียวกัน ดังนั้น หลังจากอัลลอฮฺได้ส่งบรรดาศาสดาในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน และได้ทรงเปิดเผยแก่เขาเหล่านั้นด้วยคัมภีร์ที่เต็มไปด้วยสัจธรรม เพื่อว่าจะได้ใช้ตัดสินระหว่างมวลมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน และไม่มีใครที่ขัดแย้งในคัมภีร์นั้น นอกจากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นมา หลังจากที่หลักฐานอันชัดแจ้งได้มายังพวกเขาเหล่านั้น ทั้งนี้เพราะความอิจฉาริษยาในระหว่างพวกเขา แล้วอัลลอฮฺทรงแนะนำแก่บรรดาผู้ศรัทธาถึงความจริงที่พวกเขาขัดแย้งกัน ด้วยอนุมัติของพระองค์ และอัลลอฮทรงแนะนำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ไปสู่ทางอันเที่ยงตรง (๒/๒๑๓) อิสลามหมายถึงการยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น การปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ซึ่งเป็นการรับใช้มนุษย์โดยส่วนรวม และรับใช้บรรดาผู้ศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ได้มายังโลกนี้เพื่อที่จะได้กระทำให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์แบบในกฎบัญญัติสากลแห่งศาสนาทั้งหลาย ซึ่งเป็นงานของบรรดาศาสดาแต่เก่าก่อนทุก ๆ ท่านดังโองการกล่าวว่า พวกท่านจงกล่าวเถิด เราศรัทธาในอัลลอฮฺ และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่อิบรอฮีม และอิสมาอีล และอิสฮาก และยะอฺกูบ และบรรดาเผ่าพันธ์ทั้งหลาย และสิ่งที่มูซา และอีซาได้รับ และสิ่งที่บรรดาศาสดาได้รับจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา เรามิได้ทำให้แตกต่างระหว่างท่านหนึ่งท่านใดในหมู่พวกเขา และยังพระองค์เท่านั้นที่พวกเรายอมจำนน (๒/๑๑๖) อิสลามมีหลักคำสอนครอบคลุมไปทั่วพฤติกรรมของมนุษย์เป็นธรรมนูญในการดำเนินชีวิตในทุกแง่ทุกมุม อิสลามได้ให้ทางนำที่สมบูรณ์แบบในการดำเนินชีวิต พระพุทธองค์ทรงยอมรับว่า พระองค์มิได้ทรงเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย แต่จะมีพระทุทธเจ้าอีกในอนาคตในอนาคตนามของพระองค์คือ ศรีอาริยะเมตตรัย ซึ่งเป็นผู้ช่วยโลกให้รอพ้น ส่วนเจซัสไครสต์ นั้นทรงยอมรับว่า พระองค์มิได้ทรงเป็นศาสดาสุดท้าย หรือสาส์นที่พระองค์ทรงนำมาให้แก่มนุษยชาตินั้นยังมิได้สมบูรณ์ แต่มนุษยชาติกำลังรอคอยการมาของศาสดาท่านสุด้ท้าย ดังประกฎความว่า ฉันยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะบอกแก่พวกเจ้า แต่พวกเจ้ายังไม่สามารถรับมันได้ขณะนี้ แต่เมื่อเขาผู้เป็นวิญญาณแห่งความสัตย์จริงได้เสด็จมา เขาผู้นั้นจะนำทางพวกเจ้าในสัจธรรมทั้งมวล (จอห์น ๑๖/๑๒-๑๓) ในที่สุดวิญญาณแห่งความสัตย์จริงได้เสด็จมาในโลกนี้ ในนามของศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ซบ.) แก่มนุษย์ชาตทั่วโลก ดังปรากฏในอัล-กุรอานความว่า เราไม่ได้ส่งมุฮัมมัดมาเพื่ออื่นใด ยกเว้นเพื่อความเมตตาปรานีแก่มนุษยชาติ บรรดาผู้ปฏิเสธต่างหมดหวังในศาสนาของสูเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่ากลัวพวกเขา และจงกลัวฉัน วันนี้ฉันได้ให้ศาสนาของสูเจ้าสมบูรณ์แล้วสำหรับสูเจ้า และได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันเป็นที่สมบูรณ์แก่สูเจ้า และฉันได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาสำหรับสูเจ้า (๕/๓) โองการอัล-กุรอานดังกล่าวได้ถูกประทานในช่วงท้ายหลังจากโองการที่ ๕/๖ ซึ่งเป็นโองการที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประกาศสิทธิ์ของท่านอิมามอะลี (อ.) ในฐานะเป็นผู้นำทางศาสนา ซึ่งจากท่านอิมามอะลี (อ.) นี้เองที่แสงสว่างแห่งสัจธรรมยังคงดำเนินต่อไป จนถึงการอุบัติของท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) สายสัมพันธ์ของท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) ได้รับการยอมรับในทุกนิกายว่า ท่านได้สืบเชื้อสายมาจากอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) มารดาของท่านคือท่านหญิงนัรญิซ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากนักบุญปีเตอร์ซีโมน เป็นหนึ่งใน ๑๒ ของสาวกเจซัสไครสต์ ทั้งสองเชื้อสายบริสุทธิ์นี้สืบเชื้อสายมาจาก วงศ์วานของท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ซึ่งมาประสบกับเชื้อสายของอาลิมุฮัมมัด (อ.) ในการกำเนิดชีวิตของอัล-มะฮฺดี (อ.) ท่านเป็นมนุษย์ที่สมาบูรณ์ที่จะปรากฏกายในไม่ช้านี้ เพื่อการปลดปล่อยโลก และสถาปนารัฐบาลแห่งสันติภาพ จัดระเบียบโลกใหม่ที่เป็นจริงตามหลักสัจธรรม และความยุติธรรมของพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ซึ่งจะต่อสู้ขัดขวางแนวทางที่เป็นเผด็จการของระบบมารร้ายซาตาน ที่กำลังได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือโดยบรรดายะฮูดียฺ น้ซรอนียฺ และมุชริกีน วิกฤติกาลทางการเมืองในโลกปัจจุบันโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง และความขัดแย้งระหว่างอิสรอเองกับปาเลสไตน์ จะเป็นสาเหตุปัจจุบันที่จะขยายไฟสงครามออกไปในระหว่างบรรดาผู้ศรัทธาและผู้ไม่ศรัทธาทั้งหลาย ฉะนั้นอุดมการณ์ของศาสนาที่ยิ่งใหญ๋ คือความหวังอันสูงส่งที่จะเห็นโลกมนุษย์บรรลุถึงความเจริญสุงสุดในด้านอารยธรรม และดำรงอยู่ด้วยสภาวะที่สมบูรณ์ทั้งด้านจิตใจ สติปัญญา และการสถาปนาสังคมการเมืองที่บริสุทธิ์ยุติธรรมแม้ว่าบางท่านอาจมองว่าเป็นความฝันของผู้ที่ไร้เดียงสา แต่นั่นเป็นความบริสุทธิ์ใจของศาสนิกชนทุกศาสนา ซึ่งสืบเนื่องหลักสัจธรรม และศีลธรรมตลอดทั้งวิธีการปฏิบัติในชีวิตมาจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ผู้ยิ่งใหญ่